วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

เมื่อฉันเป็นเด็ก

เมื่อฉันเป็นเด็ก
จากบทความก่อนผมได้ทิ้งท้ายไว้ว่าบทความต่อไปจะเล่าถึงเรื่องลี้ลับบ้าง ตอนนี้อายุผมก็เกือบจะ 40 แล้วครับผมสามารถเล่าเรื่องพวกนี้ได้โดยที่ไม่กลัวไม่ขยาดเหมือนเมื่อตอนเป็นเด็กแล้ว ผมเป็นคนนึงที่ค่อนข้างจะมีเซนส์ทางนี้คือพบเจอบ่อยแต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลานึงเท่านั้น บางครั้งก็น่ากัว บางครั้งก็ไม่น่ากัวแต่ก็หลอนดีครับ เคยมีหลายคนบอกว่าผมเป็นพวกจิตอ่อนเลยเจอบ่อย บางคนก็บอกว่าผมจิตแข็งเขาเลยอยากให้เจอ แต่คงไม่มีใครรู้จริงๆหรอกว่าเวลาเจอแล้วถ้าเล่าให้ใครฟังบางคนก็ฟังด้วยความตื่นเต้นสนใจ แต่บางคนก็ฟังแล้วเรากลับกลายเป็นพวกขี้โม้ ผมเลยเฉยๆไม่อยากเล่าประโยชน์อะไรก็ไม่ได้อยากแชร์ประการณ์ก็แค่นั้น เรื่องที่ผมจะเล่าวันนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่จะว่าผมโม้หรือว่าจะชอบที่ได้รับอะไรแปลกๆจากผมก็คอมเมนท์กันได้นะครับ
มันเป็นเรื่องราวสมัยตอนที่ผมอายุ 8 ขวบ ผมเกิดที่กรุงเทพฯแต่บ้านเดิมของคุณแม่เป็นคน จ.น่านทุกๆวันหยุดของผม หรือปิดเทอมคุณแม่ก็มักจะกลับไปบ้านคุณยายที่ จ.น่าน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่ จ.น่านนั้นมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้ามาก นั่นเป็นเสน่ห์ของ จ.น่านครับ ที่ยังคงดูใสและบริสุทธิ์ จะเปลี่ยนไปบ้างก็คงจะเป็นเรื่องของไฟฟ้าและน้ำประปาที่สะดวกสบายมากขึ้นเพราะช่วงเวลาที่ผมเป็นเด็กนั้นยังใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดอยู่ ส่วนน้ำก็ใช้เกวียนใช้วิธีหาบเอามาจากแม่น้ำน่าน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่ผมรังเกียจมากที่สุดสำหรับผมคือการที่พวกนายทุนขอสัมปทานดูดทรายจากแม่น้ำน่าน แม่น้ำน่านของผมได้เกือบจะหายไปจากความทรงจำผมซะแล้วเพราะเมื่อก่อนมันใสยังกับกระจก เดี๋ยวทั้งขุ่นทั้งสกปรก เลว จันไร มาก ระยำ ……. ขอโทษครับอย่างผมก็คงจะเขียนได้แต่บทความความฝันที่จะเป็นนักเขียนคงไม่มีวันเป็นจริงเวลาที่ผมเขียนถึงเรื่องเลวๆทีไรมักจะใส่อารมณ์ลงในบทความด้วยทุกครั้งไป ตายหละลืมเรื่องกระสือขอโทษอีกครั้ง ^ ^ มันเป็นเรื่องราวของเด็กอะครับพอมาอยู่ต่างจังหวัดหลายๆวัน ก็คิดถึงกรุงเทพ จริงๆก็ไม่ได้คิดถึงกรุงเทพฯเท่าไหร่หรอกครับแต่คิดถึง ทอมกับเจอรี่ คิดถึง ฮุ๊นปวยเอี๊ยง เรื่องกระบี่ไร้เทียมทานมากกว่า เพราะที่บ้านคุณยายผมท่านไม่มี ทีวี ไม่มีไฟฟ้า เลยเกิดความเหงา ช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆซึ่งแถวบ้านก็มืดสนิทแล้วครับ ผมนั่งอยู่ที่เฉลียงบ้านนั่งมองไปที่ถนน ดูแสงไฟจากหน้ารถยนต์แล้วก็ถามกับตัวเองว่าเมื่อไหร่จะได้กลับกรุงเทพฯ นั่งดูไปเรื่อยๆจนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แล้วผมก็เห็นไฟดวงนึงสว่างวาบมาจากบริเวณถนน ในความเข้าใจของผมคิดว่าน้าปั่นจักรยานกลับบ้านเพราะจักรยานที่บ้านจะติดไดนาโมที่เวลาปั่นแล้วจะมีไฟหน้าติดขึ้นมา วาบๆ จนผมเริ่มผิดสังเกตเพราะไฟดวงนั้นดันตรงมาทางทุ่งนา ไม่ใช่มาตามถนน ผมก็เริ่มสังเกตว่าไฟอะไร มันลอยใกล้เข้ามา หยุดบ้างเลี้ยวบ้างพอเริ่มเข้ามาใกล้ในระยะที่มองเห็น แสงไฟดวงนั้นเหมือนแสงจากไฟฉายแต่อ่อนกว่าน่าจะเหมือนไฟจากจักรยานมากกว่า แต่สว่างรอบทิศเหมือนตะเกียง พอใกล้เข้ามาในระยะ 30-50 เมตร ผมก็เห็นหัวคนที่ผมยาวคลุมใบหน้าคล้ายๆคนงานต่างด้าวที่ชอบไว้ผมยาวๆขยุกขยิก แล้วก็มีไส้ห้อยต่อลงมาจากหัวคนลำไส้ยาวถึงพื้น แต่ผมก็ไม่ได้ตกใจกัวอะไรเพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแค่รู้สึกว่าเป็นของแปลกประหลาดน่าสนใจพอๆกับ เสียงพิณพิฆาต ศัตรูตัวฉกาจของ ฮุ๊นปวยเอี๊ยง หรือพลังไหมฟ้า เลยตะโกนเรียกยายให้มาดูด้วย พอยายเห็นยายก็บอกให้เข้าไปนอนในห้องแล้วปิดหน้าต่างด้วย เชื่อมั๊ยครับเพื่อนๆ ไม่มีใครบอกอะไรผมเลย มันเป็นปริศนาสำหรับผมจนกระทั่งผมได้ดูละครเรื่อง “ผีกระสือ” โอ๊ว พระเจ้ามันคือผีกระสือครับ เหมือนในละครเลยครับยายแก่ๆผมยุ่งๆ ปิดใบหน้า แต่ที่แตกต่างกันคือแสงไฟในละครมันเป็นสีเขียว แต่ของจริงที่ผมเห็นมันเหมือนหลอดไฟประมาณสัก 1-2 แรงเทียนแค่นั้น ผมไปเล่าให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังตอนเปิดเทอมด้วยความตื่นเต้น แต่แล้วผมก็กลายเป็นไอ้ขี้โม้ไปซะงั้น ฝังใจครับ 55555 จริงๆน่าจะทำการศึกษาวิจัยกันนะครับเผื่อจะได้จับผีกระสือไปลง กินเนสบุ๊ค หรือไม่ก็ให้ไปเป็นดาราผีกระสือจริงๆเลย จะได้ไม่ต้องแต่งเอฟเฟคมาก.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น